vB Skins    
 

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 20, 2014, 07:39:42 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้า: [1]
 | พิมพ์ | 
ผู้เขียน หัวข้อ: Potassium chloride (KCl) Injection  (อ่าน 36688 ครั้ง)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2006, 01:22:13 PM »

Global Moderator
Sr. Member
*****
 
เพศ:
กระทู้: 289
ดูรายละเอียด อีเมล์

Potassium chloride (KCl) Injection
อาการพิษเฉียบพลัน  (Acute toxicity)
      ภาวะที่มี  Potassium (K) ในเลือดสูง (Hyperkalemia)  เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดและอันตรายที่สุดจากการให้  K เนื่องจากการวัดว่าจริงๆ แล้ว  K เท่าไรนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก  ดังนั้นการให้ Potassium  supplement จึงควรให้อย่างช้า ๆ  ด้วยความระมัดระวัง  ควรสังเกตอาการทางคลินิกของผู้ป่วย  การทำงานของไต  วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เป็นระยะๆ  และ/หรือวัดระดับความเข้มข้นของ Potassium ในเลือด  การเปลี่ยนแปลงของกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) อาจเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดว่าเกิดพิษจาก  Potassium  โดยกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะมีลักษณะ  T wave สูงและแหลม  (tall, peaked T waves),  ST segment ต่ำลง (depression of the ST segment),  P wave หายไป,  ระยะห่างระหว่าง QTยาวขึ้น (Prolongation of the QT interval)  และ QRS complex กว้างขึ้น  (Widening and slurring of  the QRS complex) 
อาการและอาการแสดงทางคลินิกที่แสดงถึงพิษจากการได้รับ Potassium เกินขนาด  ได้แก่ อาการชาบริเวณแขนขา(paresthesia of the extremities) , เฉยเมย (listlessness) , ภาวะจิตสับสน (mental confusion) , รู้สึกว่าขาไม่มีแรงหรือหนัก , อัมพาต (flaccid paralysis) , ตัวเย็น (cold skin) , ซีด (gray pallors) , ระบบไหลเวียนเลือดส่วนปลายล้มเหลว (Peripheral vascular collapse)   ร่วมกับความดันโลหิตลดลงอย่างมาก , หัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac arrhythmias) และหัวใจหยุดเต้น  กรณีที่มีระดับ Potassium  ในเลือดสูงมาก (8-11 mEq/L) อาจถึงแก่ชีวิตได้จากการกดการทำงานของหัวใจ (cardiac depression) ,  หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) หรือหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest)  นอกจากนี้พบว่าภาวะ Hyperkalemia อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไวต่อกระแสไฟฟ้าที่กระตุ้นลดลง อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นที่ฝังไว้ (implanted pacemaker)   นอกจากนี้พบว่าภาวะ Hyperkalemia อาจทำให้เกิดอาการเช่นเดียวกับภาวะ Hypokalemia ได้
โดยปกติภาวะ Hyperkalemia ไม่ใช่เป็นผลจากการให้ Potassium  แบบรับประทานหรือการให้สารละลาย Potassium  เจือจางทางหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ   ยกเว้น กรณีที่มีภาวะไตทำงานผิดปกติรุนแรงอยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามภาวะ Hyperkalemia  ยังสามารถเกิดเมื่อให้ขนาดยา Potassium สำหรับการรักษา  (therapeutic doses)    ซึ่งเมื่อพบอาการพิษเกิดขึ้นจะต้องรีบให้การรักษาโดยทันที  เนื่องจากความเข้มข้นของ Potassium ในเลือดสามารถขึ้นสูงถึงระดับที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ภาวะ Hyperkalemia  อาจเป็นผลมาจากกลไกในการขับ KCl ออกจากร่างกายผิดปกติ หรือการให้สารละลาย KCl ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำเร็วเกินไป  หรือเมื่อมีการเติมสารละลาย KCl เข้มข้นลงในสารละลายสำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำที่อยู่ในขวดพลาสติกที่แขวนไว้  ทำให้สารละลาย KCl เข้มข้นกองรวมกันที่บริเวณด้านล่างของภาชนะบรรจุและทำให้มีการหยดยาที่ไม่ได้เจือจางดังกล่าวเข้าทางหลอดเลือดดำซึ่งการบีบภาชนะบรรจุก็ไม่สามารถทำให้ตัวยาผสมกับสารละลายสำหรับให้ทางหลอดเลือดดำได้ดีขึ้น  แต่ยังเป็นการ pump สารละลายที่เข้มข้นเข้าสู่ infusion chamber ดังนั้นจึงควรกลับถุงพลาสติกที่บรรจุสารละลายดังกล่าวไปมาเพื่อให้  KCl ไม่เข้มข้นมากบริเวณด้านล่างของถุง จากนั้นให้เขย่าและ/หรือบีบถุงสารละลายดังกล่าว
การที่จะบอกว่าเกิดพิษจาก  KCl  หรือไม่นั้น  สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ การดูอาการโดยรวมทางคลินิกของผู้ป่วย  ไม่ควรดูจากระดับความเข้มข้นของ  Potassium (K)  ในเลือดที่วัดได้เท่านั้น    เนื่องจากระดับ K ในเลือดที่วัดได้เป็นเพียงค่าของ K ในสารละลายนอกเซลล์เท่านั้น  ซึ่งอีกประมาณ 98% ของปริมาณ  K ทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ภายในเซลล์

   • อาการแสดงถึงพิษของ Potassium
       1.   ความรุนแรงของ Hyperkalemia  ระดับต่ำ (>5.5 – 6.5 mEq/L)  ถึงปานกลาง (>6.5 – 8   mEq/L) :  อาจไม่พบอาการใดๆ  โดยมีเพียงระดับความเข้มข้นของ  Potassium  ในเลือดสูงขึ้นและ ECG  เปลี่ยนแปลง  อาการอื่นที่อาจพบได้แก่  กล้ามเนื้ออ่อนแรง  พัฒนาไปสู่อัมพาตบริเวณแขนขาทั้งหมด  (Flaccid quadriplegia)   และระบบหายใจล้มเหลว  อย่างไรก็ตาม อาการที่รุนแรงเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อระดับ  Potassium  ในเลือด  > 8 mEq/L  และมักพบภาวะ  Dangerous cardiac arrhythmias  ก่อนที่จะเริ่มเกิด complete paralysis  นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะ  Hyperkalemia  อาจทำให้เกิดอาการเช่นเดียวกับภาวะ Hypokalemia  ได้
       2.   ECG  เปลี่ยนแปลง  : 
            -   T wave สูงขึ้นเรื่อยๆ
            -   R wave ต่ำลง
            -   P wave ต่ำลงจนหายไป
            -   PR interval  และ QRS complex  ยาวขึ้น
            -   QT interval  ยาวขึ้น (บาง reference ระบุว่า  QT interval สั้นลง) 
            และในที่สุดเกิด  Ventricular fibrillation  และตายได้


การรักษาอาการพิษเฉียบพลัน  (Drug Fact and comparison 1999)  
     1. หยุดให้ยา Potassium,  อาหารที่มี Potassium สูง, ยาที่ทำให้ Potassium สูง เช่น ACE-I,    ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Potassium-sparing (Spironolactone, amiloride)
     2. Monitor ECG
     3. Infuse dextrose  และ insulin (3 g dextrose : 1 unit regular insulin)  เพื่อให้ Potassium  เข้าสู่เซลล์
     4. ให้  Sodium bicarbonate 50-100 mEq IV เพื่อแก้ปัญหาภาวะ acidosis ที่เกิดขึ้น  และให้ Potassium  เข้าสู่ในเซลล์
     5. ให้  calcium gluconate 10-100  ml  หรือ calcium chloride 10 % เพื่อให้ ECG  กลับมาเป็นปกติ
     6. ให้  Sodium polystyrene sulfonate resin หรือทำ  Hemodialysis หรือทำ Peritoneal dialysis เพื่อขับ Potassium  ออกจากร่างกาย

หมายเหตุ   
    สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยา digoxin (digitalized patients) การลดระดับของ Potassium ในเลือดเร็วเกินไป  สามารถทำให้เกิดพิษจาก digoxin  ได้

การรักษาอาการพิษเฉียบพลัน  (AHFS Drug Information 1999)
     การรักษาภาวะ  Hyperkalemia  ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และ  regimen  ซึ่งมีหลายวิธี แต่ต้องระวังเสมอว่าการลดระดับ K ในเลือดเร็วเกินไปในผู้ป่วยที่ได้รับยา digoxin อยู่อาจทำให้เกิดพิษต่อหัวใจได้ นอกจากนี้ต้องหยุดอาหารที่มี K สูง, ยาที่มี K อยู่และยาขับปัสสาวะกลุ่มที่เพิ่มการเก็บกลับ K (Potassium-sparing diuretics)   กรณี  Severe Hyperkalemia จะต้องทำให้เร่งการเก็บ K เข้าไปในเซลล์ เช่น การให้ Sodium bicarbonate,  Calcium salt  และ/หรือ  dextrose ±  insulin 

กรณีผู้ป่วยที่มีค่า  K ในเลือด  > 6.5  mEq/L
     1. ให้  Sodium bicarbonate  40-160 mEq  IV  infusion (ค่อยๆให้โดยใช้เวลา 5 นาที)         ถ้า  10-15 นาที ต่อมา  ECG  ยังคงผิดปกติอยู่  อาจให้ซ้ำได้ 
     2. IV infusion  300-500 mL  ของ  10-25% dextrose injection  ที่มี insulin  ผสมอยู่ในสัดส่วน insulin  5-10 Unit  ต่อ dextrose 20 gm โดยให้ Infusion ให้หมดใน 1 ชั่วโมง
      หมายเหตุ     
      - บางรายงานพบว่า  การให้  dextrose  อาจช่วยแก้พิษได้น้อยกว่า และให้ผลช้ากว่าการให้ Sodium bicarbonate
      - บางการศึกษาพบว่าการผสม insulin ในสารละลายสำหรับ Infusion ทำให้ insulin ถูกดูดซับ ที่แก้ว และสายได้  ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีด insulin  ต่างหาก
     3. กรณีผู้ป่วยที่พบว่า  ECG  ไม่มี  P waves หรือ  QRS complex  กว้างขึ้น  และไม่ได้รับยากลุ่ม  Cardiac  glycoside (เช่น Digoxin)  ควรให้  IV  0.5-1 g  (5-10 mL of 10 % Solution) ของ Calcium gluconate (หรือเกลือ  Calcium  ตัวอื่น) ค่อยๆให้หมดภายใน 2  นาที เพื่อแก้พิษ (antagonize) ของ K ต่อหัวใจ  โดยให้ Monitor continuous ECG   ถ้า ECG ยังคงผิดปกติ    ก็สามารถให้เกลือ Calcium  ซ้ำได้ทุก  1-2  นาที  จนกว่า  ECG  จะกลับสู่ปกติ
     4. กรณี  Hyperkalemia  เกิดจากภาวะสูญเสียน้ำ  ก็ให้สารน้ำที่ไม่มี  Potassium  เป็นสารประกอบ
     5. เมื่อ  ECG  กลับสู่ปกติ    ให้พยายามขับ K ส่วนเกินออกจากร่างกาย    โดยให้รับประทาน Sodium polystyrene sulfonate  เพื่อให้มีการดูดซึม และ/หรือแลกเปลี่ยน K บางส่วน       นอกจากนี้การทำ Hemodialysis หรือ Peritoneal dialysis จะช่วยลดความเข้มข้นของ K ในเลือดลง  และอาจจำเป็นในผู้ป่วยที่มีภาวะ Renal Insufficiency ร่วมด้วย  รวมทั้งยังมีการให้ large dose ของ Sodium Chloride เพื่อเพิ่มการขับ K ทางปัสสาวะในผู้ป่วยที่ไตทำงานปกติ  นอกจากนี้ยังมีการให้ Testosterone เพื่อเพิ่ม Anabolism (ลด Kในเลือด)  และให้  Desoxycorticosterone acetate  ในผู้ป่วย  adrenal insufficiency ที่ไตยังทำงานปกติ

Maximum Dose
    เด็ก
     IV                                        ;1 mEq/kg over  1-2 ชั่วโมง ให้ซ้ำได้ถ้าจำเป็น
     IV intermittent infusion   ; อัตราเร็วไม่เกิน 1 mEq/kg/ชั่วโมง หรือ 40 mEq/ชั่วโมง     ขนาดยา
                                     สูงสุดไม่เกิน 3 mEq/kg/วัน หรือ 40 mEq/m2/วัน
    ผู้ใหญ่
     IV intermittent infusion ; อัตราเร็วไม่เกิน 5-10 mEq/ชั่วโมง  ขนาดยาสูงสุดใน 24 ชั่วโมง ไม่เกิน         
                                    400 mEq  อัตราเร็วไม่เกิน 1 mEq/kg/ชั่วโมง หรือ 40 mEq/ชั่วโมง 
                                    ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 3 mEq/kg/วัน

Potassium  dosage/rate of infusion Guideline

Serum Potassium   Max. infusion rate   Max. concentration   Max. 24-ชั่วโมง dose
> 2.5mEq/L                10 mEq/ชั่วโมง   40 mEq/L                          200 mEq
< 2.5mEq/L   40 mEq/ชั่วโมง   80 mEq/L                          400 mEq

Monitoring Parameter
     - Serum Potassium
     - Glucose
     - Chloride
     - pH
     - Urine output (if indicated)
     - Cardiac monitor (กรณีที่ให้ยาแบบ intermittent infusion หรือ อัตราเร็วของการให้ยามากกว่า 0.25 mEq/kg/ชั่วโมง)

การควบคุมการกระจายยา
     1. แยกเก็บยาไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย และล็อกกุญแจไว้
     2. เภสัชกรเป็นผู้ควบคุมดูแลการจ่ายยาและมีการทำบัญชีรับ-จ่าย (ดูภาคผนวก) 

การส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วย   การสั่ง KCl ให้ระบุขนาดเป็น mEq (millieqivalent)

แบบบันทึกอาการข้างเคียงจากยา Potassium chloride (KCl) Injection  โปรดคลิกดูรายละเอียดด้านล่างค่ะ





บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
 | พิมพ์ | 
กระโดดไป: